Gen Y-Z จ่ายประกันสังคมทุกเดือน บำนาญวัยเกษียณจะพอไหม? เมื่อคนจ่ายกำลังลดลง
Bnomics ธนาคารกรุงเทพ ชวนจับตาอนาคตกองทุนประกันสังคม เมื่อคนวัยทำงานลดลง แต่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ท้าทายความมั่นคงของเงินบำนาญคนรุ่นใหม่
คนรุ่นใหม่กำลังเป็นเดอะแบกของสังคมสูงวัย เมื่อผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น แต่คนวัยทำงานลดลง งานศึกษาหลายฉบับเตือนเงินสำรองกองทุนประกันสังคมอาจหมดลงในอนาคต Bnomics ธนาคารกรุงเทพ ชวนเปิดตัวเลขสำคัญ พร้อมดูว่าต้องปรับระบบอย่างไร เพื่อให้คนทำงานยังมีหลักประกันหลังเกษียณ
ทุกเดือน มนุษย์เงินเดือนต้องแบ่งเงินส่วนหนึ่งส่งเข้าประกันสังคม เพื่อแลกกับความคุ้มครองยามเจ็บป่วย ว่างงาน และเงินบำนาญไว้ใช้หลังเกษียณ แต่เคยสงสัยไหมว่า เงินที่ส่งกันทุกวันนี้จะเพียงพอสำหรับเลี้ยงตัวเองในวันที่ทำงานไม่ไหวแล้วหรือเปล่า?
โดยเฉพาะคน Gen Y และ Gen Z ที่ยังต้องทำงานและส่งเงินสมทบอีกหลายสิบปี เพราะขณะที่คนรุ่นใหม่กำลังสร้างตัว ประเทศไทยกลับมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ส่วนจำนวนประชากรวัยแรงงานลดลง
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ว่า กองทุนจะมีเงินเพียงพอจ่ายบำนาญในระยะยาวหรือไม่ และต้องปรับระบบอย่างไรเพื่อไม่ให้ภาระตกอยู่กับคนทำงานรุ่นถัดไปมากเกินไป
งานศึกษาหลายฉบับเตือนว่า หากไม่มีการปรับระบบ เงินสำรองสำหรับจ่ายบำนาญชราภาพอาจลดลงจนหมดในช่วงหลายทศวรรษข้างหน้า ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงที่คนวัยทำงานปัจจุบันทยอยเกษียณ
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่าคนรุ่นใหม่จะไม่ได้รับบำนาญแน่นอน แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าระบบต้องเตรียมรับมือก่อนปัญหาจะรุนแรงขึ้น
เงินที่ส่งทุกเดือน ไม่ได้เก็บรอคืนให้เราเพียงคนเดียว
หลายคนอาจคิดว่าเงินประกันสังคมที่ถูกหักจากเงินเดือนทุกเดือนจะสะสมอยู่ในบัญชีของตัวเอง และเมื่อเกษียณก็ทยอยรับเงินก้อนนั้นคืนมา แต่ระบบบำนาญประกันสังคมไม่ได้ทำงานเหมือนบัญชีเงินฝากส่วนบุคคล
เงินสมทบจากลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐบาลจะถูกรวมเข้าสู่กองทุน เพื่อนำไปจ่ายสิทธิประโยชน์และลงทุนสร้างผลตอบแทน โดยเงินที่คนทำงานส่งเข้าระบบในปัจจุบันมีส่วนช่วยจ่ายบำนาญให้ผู้เกษียณด้วย ตามแนวคิด Pay-as-you-go (PAYG) หรือ "จ่ายตามการใช้งานจริง" ขณะที่กองทุนไทยยังมีเงินสำรองสะสมช่วยรองรับรายจ่ายในอนาคต
ปัญหาคือ หากเงินที่ต้องจ่ายให้ผู้เกษียณเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายรับและผลตอบแทนจากการลงทุน กองทุนก็ต้องนำเงินสำรองเดิมออกมาใช้มากขึ้น ปัจจัยสำคัญจึงมี 3 เรื่องด้วยกัน
1.) เงินสมทบอาจไม่พอกับภาระในอนาคต
งานศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในปี 2564 ประเมินว่า ภายใต้กติกาเดิม อัตราเงินสมทบสำหรับกองทุนส่วนสงเคราะห์บุตรและชราภาพที่จัดเก็บรวมกัน 7% ของค่าจ้าง ต่ำกว่าอัตราเฉลี่ย 13.57% ที่จำเป็นต่อการรองรับภาระตลอดช่วงเวลาที่ศึกษา
2.) คนเกษียณมีโอกาสรับบำนาญนานขึ้น
ผู้ประกันตนสามารถเริ่มรับบำนาญได้ตั้งแต่อายุ 55 ปี หากมีคุณสมบัติครบตามเงื่อนไข ขณะที่งานศึกษาของ ธปท. ในปี 2564 คาดว่าอายุขัยเฉลี่ยของคนไทยจะเพิ่มจากประมาณ 70 ปีในปี 2541 เป็น 87 ปีในช่วงท้ายของระยะประมาณการ ทำให้กองทุนต้องจ่ายบำนาญให้ผู้เกษียณแต่ละรุ่นนานขึ้น
3.) บำนาญต้องจ่ายต่อเนื่องตลอดชีวิต
ระบบประกันสังคมใช้หลักการกำหนดผลประโยชน์ (Defined Benefit) โดยคำนวณบำนาญจากฐานค่าจ้างและระยะเวลาส่งเงินสมทบตามสูตรที่กำหนด เมื่อเข้าเงื่อนไขแล้ว กองทุนต้องจ่ายบำนาญรายเดือนตลอดชีวิต จึงมีความเสี่ยงที่ภาระจะเพิ่มขึ้นหากผู้รับบำนาญมีอายุยืนกว่าที่คาด
คนทำงานลดลง แต่ผู้รับบำนาญเพิ่มขึ้น
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การบริหารเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป
ข้อมูลกรมการปกครอง ณ เดือนธันวาคม 2568 ระบุว่า ประเทศไทยมีประชากรตามทะเบียนประมาณ 65.81 ล้านคน ลดลงจากปีก่อนราว 142,000 คน
เมื่อแบ่งตามช่วงปีเกิด พบว่า
- Gen X มีจำนวนประมาณ 15.98 ล้านคน
- Gen Y 15.27 ล้านคน
- Gen Z 13.35 ล้านคน
- Baby Boomer 10.62 ล้านคน
- Gen Alpha 6.92 ล้านคน
ขณะที่ประมาณการของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ระบุว่า ประชากรวัยแรงงานอายุ 15–59 ปีจะลดจาก 43.26 ล้านคนในปี 2563 เหลือ 36.50 ล้านคนในปี 2583 ส่วนผู้สูงอายุจะเพิ่มจากประมาณ 12 ล้านคน เป็น 20.42 ล้านคน
นั่นหมายความว่า จากเดิมที่ไทยมีประชากรวัยแรงงานประมาณ 3.6 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน ในอนาคตจะเหลือเพียง 1.8 คน
เมื่อฐานประชากรวัยแรงงานลดลง ขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น จำนวนผู้ส่งเงินสมทบก็มีแนวโน้มเติบโตช้าลง ส่วนภาระการจ่ายบำนาญกลับเพิ่มขึ้น
แม้จำนวนประชากรแต่ละรุ่นจะไม่เท่ากับจำนวนผู้ประกันตนโดยตรง แต่ตัวเลขนี้สะท้อนความท้าทายที่กองทุนต้องเตรียมรับมือในระยะยาว
เปิดตัวเลขงานศึกษา กองทุนอาจเริ่มใช้เงินสำรองเมื่อไร?
งานศึกษาหลายฉบับประเมินความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคม โดยใช้สมมติฐานเกี่ยวกับจำนวนผู้ประกันตน ค่าจ้าง อายุขัย อัตราเงินสมทบ และผลตอบแทนจากการลงทุน ซึ่งให้ผลประมาณการแตกต่างกัน
งานศึกษาของวีณาในปี 2541 ประเมินว่า หากเศรษฐกิจตกต่ำ กองทุนจะเริ่มใช้เงินสะสมในปี 2579 และหมดลงในปี 2586 แต่หากเศรษฐกิจรุ่งเรือง จะเริ่มใช้เงินสะสมในปี 2599 และหมดลงในปี 2608
ส่วนงานศึกษาของกอบศักดิ์และอนรรฆในปี 2550 คาดว่าจะเริ่มใช้เงินสะสมในปี 2570 และหมดลงในปี 2590 ขณะที่นพดลและคณะในปี 2551 ประเมินไว้ที่ปี 2575 และ 2586 ตามลำดับ
ด้านเอื้อมพรในปี 2554 คาดว่าจะเริ่มใช้เงินสะสมในปี 2573 และหมดลงในปี 2582 ส่วนเพ็ญศรีในปี 2558 ประเมินไว้ที่ปี 2578 และ 2586
สำหรับ ธปท. ในปี 2564 ประเมินกองทุนส่วนสงเคราะห์บุตรและชราภาพรวมกันว่า จะเริ่มใช้เงินสะสมในปี 2572 และหมดลงในปี 2598 ขณะที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ประเมินว่า รายงานปี 2013 จะเริ่มใช้เงินสะสมในปี 2581 และหมดลงในปี 2601 ส่วนรายงานปี 2022 คาดว่าจะเริ่มใช้เงินสะสมในปี 2578 และหมดลงในปี 2597
แม้ผลประมาณการจะแตกต่างกัน แต่ภาพรวมสะท้อนความเสี่ยงด้านความยั่งยืนของกองทุนในระยะยาว ทั้งนี้ การเริ่มใช้เงินสะสมหมายถึงช่วงที่รายรับไม่เพียงพอกับรายจ่ายจนต้องนำเงินสำรองเดิมมาใช้ ไม่ได้หมายความว่าเงินกองทุนจะหมดทันที ส่วนปีที่คาดว่าเงินหมดเป็นเพียงการประมาณการตามสมมติฐานของแต่ละงานศึกษา
เมื่อเทียบกับช่วงอายุของคนทำงานรุ่นใหม่ คน Gen Y ที่เกิดระหว่างปี 2533–2537 จะมีอายุครบ 55 ปีในช่วงปี 2588–2592 ส่วน Gen Z ที่เกิดระหว่างปี 2542–2543 จะมีอายุครบ 55 ปีในช่วงปี 2597–2598
แม้ยังสรุปไม่ได้ว่า Gen Y จะเป็นรุ่นสุดท้ายที่ได้รับบำนาญ หรือ Gen Z จะเป็นรุ่นแรกที่ไม่ได้รับบำนาญ แต่ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การปฏิรูประบบตั้งแต่วันนี้มีความสำคัญ เพราะยิ่งปล่อยให้ปัญหาสะสม คนทำงานก็อาจมีเวลาเตรียมตัวน้อยลง
ถ้าเงินสำรองหมด ประกันสังคมจะหยุดจ่ายบำนาญหรือไม่?
การที่เงินสำรองหมดไม่ได้หมายความว่าประกันสังคมจะหยุดจ่ายบำนาญทันที เพราะยังมีเงินสมทบจากลูกจ้าง นายจ้าง และเงินสนับสนุนจากภาครัฐตามกติกาที่เกี่ยวข้องเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่หากรายรับไม่เพียงพอกับรายจ่าย ระบบก็ต้องหาแหล่งเงินเพิ่มเติมหรือปรับกติกาเพื่อให้รายรับและรายจ่ายสมดุลกัน
ทางเลือกหนึ่งคือการเพิ่มอัตราเงินสมทบ ซึ่งอาจทำให้ลูกจ้างและนายจ้างต้องจ่ายเงินมากขึ้น อีกทางคือการใช้งบประมาณภาครัฐสนับสนุน แต่หากต้องใช้งบเพิ่มขึ้น ก็อาจกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณด้านอื่น เช่น สาธารณสุข การศึกษา และการดูแลผู้สูงอายุ
ดังนั้น ความไม่แน่นอนสำหรับผู้ประกันตนจึงครอบคลุมทั้งจำนวนเงินบำนาญ อายุเริ่มรับเงิน และเงินสมทบที่อาจต้องจ่ายเพิ่มขึ้นในอนาคต
ต่างประเทศปรับระบบรับมือสังคมสูงวัยอย่างไร?
หลายประเทศเริ่มปรับระบบบำนาญเพื่อรับมือกับคนอายุยืนขึ้นและจำนวนแรงงานที่ลดลง โดยมีแนวทางที่น่าสนใจ เช่น
สวีเดน: ระบบปรับตามฐานะทางการเงิน
สวีเดนใช้ระบบบำนาญที่เชื่อมโยงสิทธิประโยชน์กับรายได้ตลอดช่วงทำงานและอายุขัย พร้อมกลไกปรับสมดุลอัตโนมัติ หากประเมินว่าภาระบำนาญสูงกว่าทรัพยากรที่มี ระบบจะชะลอการปรับเพิ่มสิทธิบำนาญ ซึ่งอาจทำให้เงินบำนาญที่จ่ายจริงลดลงในบางปี แต่เมื่อฐานะการเงินดีขึ้น สิทธิบำนาญก็สามารถทยอยปรับเพิ่มตามกติกาได้
จีน: ทยอยเพิ่มอายุเกษียณ
จีนเริ่มทยอยเพิ่มอายุเกษียณตั้งแต่ปี 2568 โดยใช้เวลาปรับเปลี่ยน 15 ปี ผู้ชายจะเพิ่มจากอายุ 60 ปี เป็น 63 ปี ส่วนผู้หญิงที่เดิมเกษียณอายุ 55 ปี จะเพิ่มเป็น 58 ปี และกลุ่มที่เดิมเกษียณอายุ 50 ปี จะเพิ่มเป็น 55 ปี
การทยอยปรับช่วยให้แรงงานและนายจ้างมีเวลาเตรียมตัว แต่ต้องคำนึงถึงสุขภาพ ลักษณะงาน และโอกาสการจ้างงานของแรงงานสูงอายุด้วย
บทเรียนสำคัญจึงไม่ใช่ว่าไทยต้องใช้มาตรการเดียวกับต่างประเทศทั้งหมด แต่ต้องออกแบบระบบให้เหมาะกับโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจของตัวเอง
ขึ้นเพดานเงินสมทบแล้ว ทำไมยังต้องปฏิรูป?
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 33 เพิ่มจาก 15,000 บาท เป็น 17,500 บาท ทำให้เงินสมทบส่วนลูกจ้างสูงสุดเพิ่มจาก 750 บาท เป็น 875 บาทต่อเดือน
การปรับครั้งนี้ช่วยเพิ่มรายรับให้ระบบ แต่ฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณสิทธิประโยชน์ก็เพิ่มขึ้นด้วย จึงมีโอกาสทำให้ภาระบำนาญในอนาคตเพิ่มตามไปด้วย
งานศึกษาหลายฉบับเสนอให้พิจารณาปรับ 3 เรื่องควบคู่กัน ได้แก่ อัตราเงินสมทบ สูตรคำนวณบำนาญ และอายุเริ่มรับบำนาญ เพื่อให้รายรับและภาระที่ต้องจ่ายสอดคล้องกันในระยะยาว
การเปลี่ยนแปลงควรทยอยดำเนินการ เพื่อให้ผู้ประกันตนแต่ละช่วงวัยมีเวลาเตรียมตัว โดยเฉพาะคนใกล้เกษียณที่อาจปรับแผนการเงินได้ยากกว่าคนวัยหนุ่มสาว
ขณะเดียวกัน การบริหารกองทุนอย่างโปร่งใสและการเปิดเผยผลประเมินทางคณิตศาสตร์ประกันภัยอย่างสม่ำเสมอก็สำคัญ เพื่อให้ผู้ประกันตนเข้าใจสถานะของกองทุนและวางแผนรายได้หลังเกษียณได้ดีขึ้น
อย่าปล่อยให้คนรุ่นใหม่เป็นเดอะแบกเพียงฝ่ายเดียว
สำหรับ Gen Y และ Gen Z ที่ยังต้องส่งเงินสมทบอีกหลายสิบปี ความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคมไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะหากรายรับเติบโตไม่ทันภาระที่เพิ่มขึ้น คนทำงานในอนาคตอาจต้องเผชิญกับเงินสมทบที่สูงขึ้น การปรับเงื่อนไขรับบำนาญ หรือการใช้งบประมาณภาครัฐเข้ามาช่วยรองรับภาระ
อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ว่าเงินสำรองอาจหมดลงไม่ได้หมายความว่าคนรุ่นใหม่จะไม่ได้รับบำนาญแน่นอน แต่เป็นสัญญาณเตือนให้เร่งปรับระบบ ทั้งการสร้างสมดุลรายรับและรายจ่าย การบริหารเงินกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการกำหนดกติกาที่เป็นธรรมกับคนแต่ละช่วงวัย
ยิ่งเริ่มปรับระบบได้เร็วเท่าไร ผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาลก็ยิ่งมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้นเท่านั้น
เพราะเงินบำนาญไม่ควรเป็นเรื่องที่คนทำงานต้องลุ้นเอาในวันที่เกษียณ แต่ควรเป็นหลักประกันที่ทุกคนเข้าใจเงื่อนไขและวางแผนอนาคตของตัวเองได้ตั้งแต่วันนี้
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB